Bank Transfer

043-2-47734-4 SCB มูลนิธิกองทุนไทย (Thai Fund Foundation)

ประชาสัมพันธ์ / Public Relation

 

               

                ในโอกาสครบรอบปีการยึดอำนาจของทหารโดยการทำรัฐประหาร แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียกร้องอีกครั้งให้ทางการไทยดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อยกเลิกกฎหมายและนโยบายที่กดขี่ รวมทั้งการปฏิบัติที่ละเมิดพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศของไทย ทางการควรรื้อฟื้นบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญที่คุ้มครองสิทธิมนุษยชน และยุติการลอยนวลพ้นผิดกับผู้ทำการละเมิดสิทธิมนุษยชน

                แม้ว่าทางการไทยเสนอกรอบเวลาที่จะมุ่งไปสู่การเลือกตั้ง และล่าสุดบอกว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งอย่างเร็วสุดในเดือนสิงหาคม 2559 แต่ไม่มีการส่งสัญญาณใด ๆ ว่าจะยกเลิกมาตรการจำกัดสิทธิที่จะมีเสรีภาพและการใช้สิทธิเหล่านั้นอย่างสงบ รวมทั้งสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมืองด้วย

                พร้อมๆ กับการยกเลิกกฎอัยการศึกเมื่อเดือนเมษายน 2558 ในทุกพื้นที่ของประเทศยกเว้นพื้นที่ซึ่งมีการประกาศใช้กฎอัยการศึกอยู่แล้ว ก่อนเดือนพฤษภาคม 2557 ทางการไทยก็ยังคงยึดกุมอำนาจที่กว้างขวางและปราศจากการตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ ชั่วคราว ที่มีลักษณะคล้ายคลึงหรืออาจจะจำกัดสิทธิมากกว่าอำนาจแบบเดิม และใช้อำนาจนั้นขัดขวางหรือปราบปรามอย่างรุนแรงต่อสิทธิมนุษยชน โดยอ้างความจำเป็นเพื่อความมั่นคงของประเทศ และไม่มีการตรวจสอบการใช้อำนาจในเชิงปกครอง

                คณะ รักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่งห้ามการชุมนุมทางการเมืองของบุคคลมากกว่าห้าคนขึ้นไป และจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกอย่างสงบ ส่งผลให้การเซ็นเซอร์ตัวเองและเต็มไปด้วยบรรยากาศของความหวาดกลัว รวมถึงมีการสั่งฟ้องคดีบุคคลที่แสดงความเห็นต่างจากรัฐต่อศาลทหารอย่างต่อ เนื่อง แม้การแสดงออกนั้นจะเกิดขึ้นอย่างสงบก็ตาม ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิที่ได้จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม ทั้งนี้ยังไม่นับรวมถึงการใช้แรงกดดันอย่างไม่เป็นทางการและการแสดงท่าทีข่ม ขู่ของหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งนายกรัฐมนตรี  ต่อสื่อมวลชนและภาคประชาสังคมที่แสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์  มาตรการกดขี่เหล่านี้ทำให้บุคคลสามารถเรียกร้องหรือแสดงความกังวลต่อ สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนทั้งของตนเองและบุคคลอื่นได้น้อยลง

                แอ มเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียกร้องให้ทางการปล่อยตัว ยกเลิกข้อกล่าวหาและบทลงโทษโดยทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไขต่อบุคคลที่ถูกควบคุม ตัว ถูกฟ้องคดี หรือถูกศาลตัดสินลงโทษเพียงเพราะการใช้สิทธิมนุษยชนของตนเพื่อแสดงความคิด เห็นและการชุมนุมอย่างสงบ มีรายงานว่าพลเรือนกว่าร้อยคนถูกฟ้องคดีต่อศาลทหาร โดยเป็นผลมาจากการแสดงความคิดเห็นต่างอย่างสงบ หลายคนไม่มีสิทธิในการอุทธรณ์คดี มีผู้แสดงความเห็นอย่างสงบถูกศาลตัดสินจำคุกนานถึง 50 ปีตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งกำหนดให้มีการจำคุกได้ไม่เกิน 15 ปีต่อหนึ่งกระทงสำหรับการกระทำที่ถือว่าเป็นการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

                แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลยังเรียกร้องให้ทางการยกเลิกการใช้อำนาจทหาร ซึ่งเดิมใช้ผ่านกฎอัยการศึกและปัจจุบันใช้ผ่านประกาศและคำสั่งของคสช. ในการควบคุมตัวบุคคลเพื่อนำไปเข้ารับ “การปรับทัศนคติ” ซึ่งกินเวลาไม่เกินเจ็ดวัน ในสถานที่ที่ไม่เปิดเผยอย่างเป็นทางการและไม่สามารถติดต่อกับโลกภายนอก ซึ่งอาจเป็นปัจจัยเสริมให้เกิดการทรมานขึ้นได้

                ทางการต้องยุติการกำหนดเงื่อนไขการปล่อยตัวจากการควบคุมตัวโดยพลการและการคุมขังอย่างอื่น อันเป็นเหตุให้บุคคลหลายร้อยคนไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองได้อีก เนื่องจากเสี่ยงจะถูกสั่งคุมขังอีกครั้ง เงื่อนไขเพื่อการปล่อยตัวต่าง ๆ ต้องถูกยกเลิก ส่วนอำนาจอย่างอื่นที่ทางการประกาศเพิ่มเมื่อเดือนเมษายน 2558 รวมทั้งการแต่งตั้ง “เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย” ที่มีอำนาจในการตรวจค้นโดยไม่ต้องมีหมายศาล ต้องถูกยกเลิกเช่นกัน

                นอกจากนั้น ทางการต้องให้การประกันว่าการนำคำสั่งที่ประกาศใช้ในช่วงปีที่ผ่านมาเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติรวมทั้งป่าไม้ ทางกองทัพต้องไม่ขับไล่ชาวบ้านออกจากชุมชนในเขตชนบทห่างไกล ที่ผ่านมามีรายงานการขับไล่ชุมชนต่าง ๆ รวมทั้งการบังคับไล่รื้อด้วย

                แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ยังเรียกร้องให้ทางการถ่ายโอนคดีของพลเรือนที่ถูกไต่สวนในศาลทหารไปยังศาลพลเรือน และให้การประกันว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งในทางกฎหมายและทางปฏิบัติ รวมทั้งให้ความยุติธรรมและการเยียวยาต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อการควบคุมตัวโดยพลการ การทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย และการบังคับบุคคลให้สูญหายในปีที่ผ่านมา

 

Views : 4555

25 May 2015